Thomas Doe
Social WorkerNulla totam rem metus nunc hendrerit ex voluptatum deleniti laboris, assumenda suspendisse, maecenas malesuada morbi a voluptate massa! Hendrerit, egestas.
gutener domain was triggered too early. This is usually an indicator for some code in the plugin or theme running too early. Translations should be loaded at the init action or later. Please see Debugging in WordPress for more information. (This message was added in version 6.7.0.) in /home/thaiload/domains/wisdomthai.org/public_html/wp-includes/functions.php on line 6121
ซ่า-แสบ-แซ่บ ตั้งแต่หยดแรก จนถึงหยดสุดท้ายจริงๆสำหรับคนสูงวัยอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีของประเทศประชาธิปไตยที่ทรงอิทธิพลสูงที่สุดของโลก…
ประเดิมฉากแรก ตอนขึ้นเถลิงตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่ๆเมื่อ 4 ปีก่อน พี่แกก็เก็บกวาดผลงานเก่าๆที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เริ่มต้นไว้ แล้วจัดการขยี้ทิ้งขยะ
โอบามาแคร์ ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันด้านสุขภาพแก่ชาวอเมริกัน…ภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจทรานแปซิฟิค หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “Trans Pacific Partnership-TPP” พังพาบพับเพียบสนิท นับจากวันที่ทรัมพ์ขึ้นสู่อำนาจ
ทรัมป์ ยังใช้สถานะความเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของชาติอเมริกา และข้ออ้างความมุ่งมั่นทำอเมริกาให้กลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง(America Great Again) เที่ยวอาละวาดฟาดงวงฟาดงากับนานาประเทศจนปั่นป่วนไปหมด
ภาพลักษณ์อเมริกาภายใต้ผู้นำชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ในสายตาประชาคมโลก ไม่ต่างอะไรกับที่ปรากฏในภาพยนตร์ “Ugly American” ซึ่งมาลอน แบรนโด เชือดเฉือนลีลาและคารมกับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อ 58 ปีก่อน
จีน คือชาติที่ทรัมป์ ล็อคเป้า ถล่มด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด เพื่อหวังจะสกดจีนไม่ให้ใหญ่แซงหน้าอเมริกา ถึงขั้นสมคบกับประเทศแนวร่วมบางชาติจับกุมตัวทายาทประธานค่ายหัวเว่ยเอาไว้ พร้อมกับยัดเยียดข้อหาแอบงุบงิบทำมาหากินกับประเทศอิหร่าน ที่ถูกอเมริกาขึ้นบัญชีดำ แถมยังกดดันมิตรประเทศที่ว่านอนสอนง่ายให้แบนอุปกรณ์หัวเว่ย ในการติดตั้งระบบโทรคมนาคม 5 จี
วิสัยทัศน์ America Great Again แบบห้าวเป้งตามสไตล์ทรัมป์ ไม่เพียงไม่มีอะไรเป็นโล้เป็นพาย หามรรคหาผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ซ้ำร้ายยังสะสมแต้มความอับอายขายขี้หน้า ทำให้อเมริกากลายเป็น”กุ๊ยบันลือโลก” หรือ “Ugly American” ในโลกของความเป็นจริง ส่งผลให้คะแนนนิยมของทรัมป์นับวันยิ่งย่ำแย่ย่อบแย่บ…กู่ไม่กลับ กู้ไม่ขึ้น
ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ที่ลงเอยด้วยชัยชนะเหนือทรัมป์ จากพรรครีพับริกัน แบบขาดลอยของโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครท คือข้อพิสูจน์ยืนยันชัดเจนถึงปฏิกิริยาคนอเมริกันส่วนใหญ่ปฏิเสธทรัมป์ พร้อมใจกันทำตัวเป็นพัดลมส่ายหน้าเมินหนีทรัมป์ และไม่ต้องการบ้าบอคอแตกไปกับทรัมป์อีกต่อไป
ปฏิกิริยาของทรัมป์ ภายหลังการเลือกตั้ง ไม่เพียงไม่ยอมรับในความพ่ายแพ้ และไม่รู้สึกสำนึกในความผิดพลาด บกพร่องของการประพฤติปฏิบัติตัวเป็นอันธพาล ปราศจากกิริยามารยาทของความเป็นนักการเมืองที่ดีบนเวทีการเมืองโลก แต่ทรัมป์กลับยิ่งอวดสำแดงสันดานต่ำช้าสามานย์หนักข้อยิ่งขึ้นไปอีกแบบไร้ขีดจำกัด ราวกับ”หมาจนตรอก”
เกมถ่อย-เถื่อนที่ทรัมป์ งัดออกมาใช้หลังแพ้เลือกตั้ง เริ่มต้นด้วยการรณรงค์โพนทนาว่ามีการโกงเลือกตั้ง แล้วจัดทีมลิ่วล้อเดินสายฟ้องศาลร้องขอความเป็นธรรม แต่ไม่มีศาลไหนบ้าจี้เล่นด้วย
เมื่อวิชามารขั้นที่ 1 ล้มเหลว ทรัมป์ ขยับวิชามารขั้นที่ 2 ด้วยการป่วนการประชุมคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ของทุกรัฐที่นัดหมายประชุมลงมติเลือกประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 แต่ลงเอยด้วยความล้มเหลว เนื่องจากคณะผู้เลือกตั้งเสียงข้างมากเกินกว่า 270 จากจำนวนทั้งหมด 538 คน เทคะแนนหนุนโจ ไบเดน
ผลการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง ถูกส่งต่อไปยังรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาบรรจุเข้าวาระประชุมลงมติรับรองผลคะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง ตามบทบัญญัติของกฏหมาย
รัฐสภาได้นัดหมายประชุมพิจารณาลงมติประเด็นนี้เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 โดยไม่คาดหมายว่าทรัมป์ จะยกระดับกระทำการรุนแรงด้วยการยุยงปลุกปั่นมวลชนที่เป็นสาวก ให้บุกเข้าไปขัดขวางการประชุมของรัฐสภา กระทั่งเป็นชนวนนำไปสู่ความสูญเสียใหญ่หลวง และทำให้ประชาธิปไตย ซึ่งถูกเชื่อมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีว่าเป็นระบอบการปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ต้องกลายเป็นประชาธิปไตยเปื้อนเลือด ที่ต้องสังเวยด้วยชีวิตพลเมืองอเมริกัน เพียงเพื่อเซ่นความบ้าระห่ำของโดนัลด์ ทรัมป์
เหตุการณ์นองเลือดครั้งประวัติศาสตร์ที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้หน่วยงานความมั่นคงต้องยกระดับการรักษาความปลอดภัยขึ้นถึงขีดสุด ครอบคลุมบริเวณโดยรอบอาคารรัฐสภา เพื่อไม่ต้องการให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมรุนแรงซ้ำสองในวันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่โจ ไบเดน จะประกอบพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ
ทำนองเดียวกันเหตุการณ์อัปยศที่อุบัติขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของอเมริกาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 ยังเป็นชนวนนำไปสู่การยื่นญัตติถอดถอนทรัมป์ ให้พ้นจากความเป็นประธานาธิบดี ควบคู่กันไปกับการตัดสิทธิทรัมป์ ในการสมัครรับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีตลอดชีวิต
ญัตติถอดถอนทรัมป์ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฏรไปเรียบร้อยเมื่อวันที่ 13 มกราคม ด้วยมติเสียงข้างมาก 232 ต่อ 197 เสียง และอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการประชุมพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา
ในจำนวน 232 เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ที่โหวตหนุนญัตติถอดถอนทรัมป์ มีเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรครีพับริกัน ซึ่งทรัมป์ สังกัดรวมอยู่ด้วย 10 เสียง ประกอบด้วย 1 เสียงจากอิลลินอยส์-1 เสียงจากไวโอมิง-1 เสียงจากนิวยอร์ค-2 เสียงจากมิชิแกน-1 เสียงจากวอชิงตัน-1 เสียงจากโอไฮโอ-1 เสียงจากเซาท์คาโรไลน่า และ 2 เสียงจากแคลิฟอร์เนีย
การประชุมลงมติถอดถอนทรัมป์ ของวุฒิสภา ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากทรัมป์หมดวาระพ้นสถานภาพความเป็นประธานาธิบดีไปแล้ว จะยังคงดำเนินอยู่ต่อไป และเป็นที่จับจ้องรอลุ้นกันของคอการเมืองทั่วโลก
ผลลัพธ์สุดท้ายที่จะฝังทรัมป์ใส่หลุมไปตลอดกาล ต้องจบด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ 2ใน 3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด
โหวตให้ถอดถอนทรัมป์
นั่นย่อมหมายถึงสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย 67 คน จากทั้งหมด 100 คนต้องโหวตถอดถอนทรัมป์
ค่ายเดโมแครทที่มีสมาชิกวุฒิสภาอยู่ 50 คนต้องไม่มีใครแตกแถว และต้องมีสมาชิกวุฒิสภาจากค่ายรีพับริกัน ยอมเป็น”งูเห่าเพื่อชาติ” อย่างน้อย 17 คนเทเสียงโหวตขับทรัมป์ไปในแนวเดียวกับเดโมแครท
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการลงมติถอดถอนทรัมป์ ตามครรลองของรัฐสภาจะสำเร็จหรือไม่ แต่โอกาสที่ทรัมป์ จะเปลี่ยนแปลงสถานภาพจากอดีตประธานาธิบดี ไปสู่ความเป็น “อาชญากรก่อการร้าย” มีแนวโน้มสูงมาก
เหตุผลสนับสนุนความเชื่อว่าทรัมป์ อาจกลายเป็นอาชญากรก่อการร้าย และเป็นศัตรูตัวฉกาจของชาติอเมริกา เป็นเพราะพฤติกรรมขอทรัมป์ ในการยุยงปลุกปั่นให้ก่อเหตุจราจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 ล้วนสอดคล้องกับนิยามการก่อการร้ายของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นซีไอเอ-เอฟบีไอ-กระทรวงกลาโหม
ยิ่งไปกว่านั้นยังสอดคล้องกับนิยามการก่อการร้าย ตามที่บัญญัติไว้ใน US Code of Federal Regulation ซึ่งระบุชัดเจนว่าการก่อการร้ายคือการใช้กำลังและความรุนแรงโดยผิดกฏหมายต่อบุคคล หรือทรัพย์สิน เพื่อขู่เข็ญ หรือบังคับรัฐบาล ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง หรือสังคม
นอกจากนี้ United State Code Title 18 Part I Chapter 2331(5) ก็กำหนดนิยามการก่อการร้ายไว้ว่าการก่อการร้ายภายในประเทศ หมายถึงลักษณะพฤติกรรมที่ครอบคลุม 5 นัยยะ
นัยยะที่ 1 เป็นการกระทำที่ร้ายแรง หรือการกระทำอันตรายต่อมนุษยชาติที่เป็นการละเมิดกฏหมายอาญาของสหรัฐ หรือกฏหมายอาญาภายในรัฐต่างๆ
นัยยะที่ 2 เป็นการกระทำโดยเจตนาข่มขู่ หรือบังคับประชาชน
นัยยะที่ 3 เป็นการกระทำเพื่อมีอิทธิพลเหนือนโยบายรัฐบาล โดยการข่มขู่ หรือบังคับ
นัยยะที่ 4 เป็นการกระทำที่กระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาล โดยการทำลายล้างในวงกว้าง การลอบสังหาร หรือการลักพาตัว
นัยยะที่ 5 เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลสหรัฐอเมริกา
ชะตากรรมทรัมป์นับจากนี้ไป จะลอยนวลเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือจบลงที่คุก หรือ อวสานบนแท่นประหารชีวิต ที่ตัวเองปัดฝุ่นให้งัดขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือจัดระเบียบสังคม ต้องลุ้นระทึกกันต่อไป !!!
ศักดิ์ชัย พฤฒิภัค
20 ม.ค. 2564
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า